รายการบล็อกของฉัน

รายการบล็อกของฉัน

รายการบล็อกของฉัน

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557

โรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูงคืออะไร
โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต โดยโรคหัวใจเป็นโรคที่มีอัตราตายสูง ดังนั้นการป้องกันความดันโลหิตสูงสามารถป้องกันอัตราการตายจากโรคหัวใจ และโรคอัมพาต โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของทุกท่านเนื่องจากไม่มีอาการเตือนดังนั้น การจะทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูงจำเป็นต้องวัดความดันโลหิต

เมื่อไรจึงจะเรียกว่าความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตที่วัดได้ (mm Hg)*
ความรุนแรงของความดันโลหิต
Systolic
Diastolic
จะต้องทำอะไร
ความดันโลหิตที่ต้องการ
น้อยกว่า 120
น้อยกว่า 80
ให้ตรวจซ้ำใน 2 ปี
ความดันโลหิตสูงขั้นต้น Prehypertension
121-139
85-89
ตรวจซ้ำภายใน 1 ปี
                 ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูงระดับ 1 Stage 1 (mild)
140-159
90-99
ให้ตรวจวัดความดันอีกใน 2 เดือน
ความดันโลหิตสูงระดับ 2 Stage 2 (moderate)
>160
>100
ให้พบแพทย์ใน 1 เดือน
·       คนปรกติจะมีความดันโลหิต 120/80 มิลิเมตรปรอท
·       หากความดันโลหิตตัวบนหรือ systolic มากกว่า 140 มิลิเมตรปรอท หรือความโลหิตตัวล่างเกิน 90 มิลิเมตรปรอทจะเรียกว่าความดันโลหิตสูง
·       สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตระหว่าง121/81-139/89 มิลิเมตรปรอทเรียก Prehypertension หมายถึงยังไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูงแต่มีโอกาศที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงในอนาคต ซึ่งจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

    ชนิดของความดันโลหิต        
1.    ความดันโลหิตตัวบนสูง Isolated Systolic Hypertension (ISH)
        เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดจะลดลง ทำให้ความดันตัวบน systolic มีค่าสูงขึ้นขณะที่ความดันตัวล่าง diastolic มีค่าปกติคือค่าความดันsystolic มากกว่า140 มม.ปรอท ส่วนค่าตัวล่าง diastolicน้อยกว่า 90 มม.ปรอท ช่องว่าระหว่างตัวบนและล่างกว้างขึ้น( systolic- diastolic) การรักษาขึ้นกับค่า systolic
2.    Isolated Diastolic Hypertension (IDH)
    เป็นภาวะที่ความดัน diastolic มากกว่า 90 มม.ปรอทในขณะที่ความดัน systolic ปกติ โดยปกติหากค่า diastolic สูงต้องให้การรักษาเพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดโรคหัวใจ อัมพาต และไตวาย เมื่ออายุมากขึ้นความดัน diastolic จะลดลงแต่ความดัน systolicจะเพิ่มขึ้นซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน แพทย์จะใช้ทั้ง systolic และ diastolic ในการพิจารณาให้การรักษา
3.    White Coat Hypertension (WCH) or Isolated Office Hypertension
    เป็นภาวะที่วัดความดันโลหิตที่บ้านมักจะต่ำกว่า 135/85 มม.ปรอท แต่เมื่อวัดความดันที่โรงพยาบาลมักจะมากกว่า 140/90 มม.ปรอท ภาวะนี้พบได้ประมาณร้อยละ 15 ของประชากร สำหรับคนที่เป็นความดันโลหิตสูงจะพบได้ประมาณหนึ่งในสาม ภาวะนี้มักจะเป็นในคนที่เริ่มเป็นความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีความดันชนิด White Coat Hypertension (WCH) มักจะไม่ค่อยมีเรื่องอวัยวะเสียหาย คนปกติความดันโลหิตตอนกลางคืนจะต่ำกว่าเวลากลางวันประมาณร้อยละ 10 ผู้ที่เวลากลางคืนความดันลดลงน้อยกว่า 10 %เวลากลางวันจัดเป็น "non-dippers", ซึ่งจะสัมพันธ์กับโรคแทรกซ้อน
    ภาวะนี้จะพบในคนกลุ่มใด
·       ผู้ที่เป็นความดันสูงระดับ 1
·       พบมากในผู้หญิง
·       อายุมาก
·       มักจะไม่สูบบุหรี่
·       คนที่เริ่มจะเป็นความดันโลหิตสูง
    คนกลุ่มนี้อาจจะกลายเป็นความดันโลหิตสูงดังนั้นจึงต้องมั่นวัดความดันโลหิต และต้องตรวจว่ามีโรคอื่นร่วมด้วยหรือไม่ และต้องตรวจหาอวัยวะที่เสียหายจากความดันโลหิตสูงโดยที่ไม่เกิดอาการ
    Masked Hypertension or Isolated Ambulatory Hypertension
    ภาวะนี้วัดความดันที่บ้านจะสูง แต่เมื่อวัดความดันที่โรงพยาบาลจะปกติ
4.    Orthostatic or Postural Hypotension
    เป็นภาวะที่ความดัน systolic ลดลง 20 มม.ปรอท ความดัน diastolic ลดลง 10 มม.ปรอทในขณะที่เปลี่ยนจากนอนเป็นยืน 3 นาที ปัญหาที่เกิดคือกลุ่นคนเหล่านี้อาจจะมีความดันโลหิตที่สูงมากในขณะที่นอน แต่วัดความดันท่านั่งหรือยืนปกติ


    อาการ
    -ปวดศีรษะ
    ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดศีรษะในกรณีที่ความดันขึ้นอย่างรวดเร็วหรือเกิดภาวะ Hypertensive crisis โดยทั่วไปความดันโลหิตตัวบน Systolic จะมากกว่า 110 มม ปรอท หรือ Diastolic มากกว่า 110 มม ปรอท อาการปวดศีรษะมักจะปวดมึนๆบางคนปวดตลอดวัน ปวดมากเวลาถ่ายอุจาระ หากเป็นมากจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน
    -เลือดกำเดาไหล
    ร้อยละ 17 ของผู้ป่วยที่เลือดกำเดาไหลจะเป็นความดันโลหิตสูงดังนั้นผู้ที่มีเลือดกำเดาออกต้องวัดความดันโลหิต
    -มึนงง Dizziness
    อาการมึนงงเป็นอาการทั่วๆไปพบได้ในหลายภาวะ เช่นเครียด นอนไม่พอ ทำงานมากไป น้ำตาลในเลือดสูง แต่ก็อาจจะพบในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยมักจะบอกว่ารู้สึกไม่แจ่มใส สมองตื้อๆ
    -ตามัว
    ในรายที่ความดันโลหิตสูงเป็นมากและมีการเปลี่ยนแปลงของจอรับภาพผู้ป่วยก็จะมีปัญหาทางสายตา
    -เหนื่อยง่ายหายใจหอบ
    อาการหอบ เหนื่อยง่าย เวลาออกแรง เช่น เดิน วิ่ง ทำงาน มีสาเหตุมากมาย เช่น โลหิตจาง(ซีด) โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคปอด ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure) แม้แต่ความวิตกกังวล หรือ โรคแพนิค ก็ทำให้เหนื่อยได้เช่นกัน อาการเหนื่อยง่ายจากโรคหัวใจ และ ภาวะหัวใจล้มเหลวนั้น จะเหนื่อย หอบ หายใจเร็ว โดยเป็นเวลาออกแรง แต่ในรายที่เป็นรุนแรง จะเหนื่อยในขณะพัก บางรายจะเหนื่อยมากจนนอนราบไม่ได้ (นอนแล้วจะเหนื่อย ไอ) ต้องนอนศีรษะสูงหรือ นั่งหลับ คำว่าเหนื่อย หอบ ในความหมายของแพทย์หมายถึง อัตราการหายใจมากกว่าปกติ แต่ในความหมายของผู้ป่วยอาจรวมไปถึง อาการเหนื่อยเพลีย หมดแรง เหนื่อยใจ
    -แน่นหน้าอก
    อาการต่อไปนี้เข้าได้กับอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด
1.         เจ็บแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอกส่วนใหญ่จะเป็นด้านซ้าย หรือ ทั้งสองด้าน (มักจะไม่เป็นด้านขวาด้านเดียว) บางรายจะร้าวไป ที่แขนซ้าย หรือ จุกแน่นที่คอ บางรายเจ็บบริเวณกรามคล้ายเจ็บฟัน
2.         อาการตามข้อ 1 เกิดขึ้นขณะออกกำลัง หรือทำงานหนัก เช่น เดินเร็วๆ รีบ หรือ ขึ้นบันได วิ่ง โกรธโมโห โดยมากมักจะไม่เกิด 10 นาที อาการดังกล่าวจะดีขึ้นเมื่อหยุดออกกำลัง
3.         ในบางรายที่อาการรุนแรง อาการแน่นหน้าอกอาจเกิดขึ้นในขณะพัก เช่น นั่ง หรือ นอน หรือ หลังอาหาร
4.         กรณีที่เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาการจะรุนแรงมาก อาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก มาก เป็นลม (อาการเช่นนี้ยังพบได้ในโรคของหลอดเลือดแดงใหญ่ปริ ฉีก) หมดสต
    ความดันโลหิตสูงมีอยู่ 2 ชนิดได้แก่
    1.โรคความดันโลหิตที่ไม่ทราบสาเหตุ Primary hypertension
    หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า essential hypertension เป็นความดันโลหิตสูงที่พบมากที่สุด กลุ่มนี้ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดมักจะมีสาเหตุหลายองค์ประกอบรวมกัน พบว่าผู้ป่วยร้อยละ 95 เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มนี้ แต่มักจะพบว่าผู้ป่วยกลุ่มความดันโลหิตสูงนี้มีความสัมพันธ์กับปัจจัยดังต่อไปนี้
·       การรับประทานอาหารเค็มซึ่งจากการศึกษาพบว่าการรับประทาน อาหารเค็ม จะมีส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง แนะนำว่าคนปรกติไม่ควรที่จะรับประทานเกลือเกิน 3.8 กรัมต่อวัน
·       กรรมพันธุ์ เชื่อว่าพันธุกรรมจะมีผลต่อระบบฮอร์โมนทำให้มีการหลั่งสารเคมีมากไป Renin angiotensin มากทำให้ความดันโลหิตสูง
·       ความผิดปรกติของหลอดเลือดเนื่องมาจากโรคอ้วน อายุมาก เชื้อชาติ และการขาดการออกกำลังกาย

    2.โรคความดันโลหิตที่ทราบสาเหตุ Secondary hypertension
    เป็นความดันโลหิตสูงที่ทราบสาเหตุ พบได้ประมาณร้อยละ 5 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงสาเหตุที่พบได้บ่อยคือ
·       โรคไต ผู้ป่วยที่มีหลอดแดงที่ไปเลี้ยงไตตีบทั้งสองข้างมักจะมีความดันโลหิตสูง
·       เนื้องอกที่ต่อมหมวกไตพบได้สองชนิดคือชนิดที่สร้างฮอร์โมน  hormone aldosterone ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีความดันโลหิตสูงร่วมกับเกลือแร่โปแตสเซียมในเลือดต่ำ อีกชนิดหนึ่งได้แก่เนื้องอกที่สร้างฮอร์โมน catecholamines เรียกว่าโรค Pheochromocytoma ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตสูงร่วมกับใจสั่น
·       โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ Coarctation of the aorta พบได้น้อยเกิดจากหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบบางส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง
·       ยาคุมกำเนิด
·       ยาโคเคน ยาบ้า

ปัจจัยเสี่ยง
ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ได้แก่     
·       ประวัติครอบครัว ถ้าปู่ บิดา มารดาเป็นความดันโลหิตสูง โอกาสที่บุตรจะมีความดันโลหิตสูงมีมาก ดังนั้นคุณผู้อ่านที่มีคุณพ่อ แม่เป็นความดันโลหิตสูง ควรมั่นตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอ
·       อายุ และเพศ วัยก่อนหมดประจำเดือนผู้ชายจะเป็นความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้หญิง เมื่อวัยหมดประจำเดือนผู้หญิงจะเป็นความดันโลหิตมากกว่าผู้ชาย ส่านในคนแก่พบความดันโลหิตสูงพอๆกัน โดยมากมักพบความดันในช่วงอายุ 35-50 ปี
·       เชื้อชาติ พบความดันโลหิตสูงในผิวดำมากกว่าผิวขาว
ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ได้แก่
·       น้ำหนัก คนอ้วนพบความดันโลหิตสูงมากกว่าคนผอม โดยเฉพาะคนที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 30 เมื่อลดน้ำหนักความดันจะลดลง
·       เกลือ ทานเค็มมีแนวโน้มที่จะมีความดันโลหิตสูง
·       การขาดการออกกำลังกาย
·       ความเครียด
·       ความดันโลหิตสูง
·       การสูบบุหรี่
·       ไขมันในเลือดสูง
·       เบาหวาน

    การรักษา
เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการ ผู้ป่วยบางรายมาพบแพทย์เมื่อมีโรคแทรกซ้อนแล้วเช่น ไตวาย หัวใจวายเป็นต้น การตรวจวัดความดันประจำปีจะช่วยให้เรารักษาผู้ป่วยได้เร็วขึ้น การพิจารณาให้การรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูงขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างเช่น ระดับความดันโลหิต โรคต่างๆที่พบร่วม ปัจจัยเสี่ยงต่างที่เป็นดังแสดงในตารางข้างล่าง


ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ(1)
โรคร่วมต่างๆที่เป็นอยู่(2)
การสูบบุหรี่
กล้ามเนื้อหัวใจหนา
ไขมันในเลือดสูง
เคยเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ
โรคเบาหวาน
เคยผ่าตัดเปลี่ยนหลอดเลือดหัวใจ
หญิงอายุมากกว่า 65 ปี ชายมากกว่า 55 ปี
หัวใจวาย
อ้วนดัชนีมวลกายมากกว่า 30
เคยเป็นอัมพาต
ประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ(หญิงก่อน 65 ชายก่อน 55)
โรคไต
ความดันโลหิตสูง
หลอดเลือดขาตีบ
ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย
มีการเปลี่ยนแปลงทางตา
พบไข่ขาวในปัสสาวะ
เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงและโรคที่พบร่วมก็จะจัดผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้
·       กลุ่ม A ผู้ป่วยไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ(ตารางช่อง 1) และไม่มีโรคร่วม (ตารางช่อง 2)
·       กลุ่ม B ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อย 1 ข้อแต่ไม่มีโรคร่วม
·       กลุ่ม C ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือมีโรคต่างๆตามตาราง
หลังจากท่านได้จัดว่าท่านอยู่ในกลุ่มไหนแล้วก็จะมาพิจารณาว่าจะเริ่มรักษาความดันโลหิตสูงเมื่อใด
ความรุนแรงของความดันโลหิต (systolic/diastolic mm Hg)
Prehypertension คือผู้ที่มีความดันโลหิต (120-139/85-89)
Stage 1 (140-159/90-99)
Stage 2 ความดัน >160/100
ผู้ป่วยกลุ่ม A
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (จะให้ยาหลังจาก ปรับพฤติกรรมแล้ว เป็นเวลา 1 ปีความดันไม่ลด)
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม +การให้ยา2ชนิด
ผู้ป่วยกลุ่ม B
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (จะให้ยาหลังจาก ปรับพฤติกรรมแล้ว เป็นเวลา 6 เดือนแล้วความดันไม่ลด หากมีหลายปัจจัยเสี่ยงต้องรีบให้ยา)
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม +การให้ยา
ผู้ป่วยกลุ่ม C
การให้ยา  +ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
การให้ยา +ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม + การให้ยา
·       จากตารางจะเห็นว่าผู้ป่วยกลุ่ม C จะเริ่มให้ยาเมื่อความดันโลหิตสูงไม่มากเพราะกลุ่ม c มีโรคอยู่หากรักษาช้าจะทำให้โรคที่เป็นอยู่มีอาการแย่ลง
·       กลุ่ม B และ C หากความดันอยู่ในช่วง 140-160 ยังมีเวลาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 6เดือน-1 ปี แต่ถ้าความดันมากกว่า 160 จะให้ยาเลย
แต่ต้องเน้นว่าจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมด้วยเสมอ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น